“Wingstop” ไก่ทอดชื่อดังจากสหรัฐฯ ทำไมคนแห่ไปกินหลังเปิดสาขาแรกในไทย?
รู้จัก “Wingstop” แฟรนไชส์ไก่ทอดยอดนิยมจากสหรัฐฯ หลังมาเปิดสาขาแรกในประเทศไทย ซึ่งเป็นก้าวสำคัญการเป็นแฟรนไชส์อาหารระดับ Top 10 ของโลก!
“ไก่ทอด” ถือเป็นเมนูโปรดของใครหลายคน ในจังหวะที่คิดไม่ออกว่าจะกินอะไรดี ไก่ทอดก็มักเป็นหนึ่งในตัวเลือกที่ถูกนึกถึงเป็นอันดับต้น ๆ
ในอุตสาหกรรมอาหารระดับโลก แบรนด์ดังที่ขายไก่ทอดมีอยู่ไม่น้อย จนถูกมองว่าเป็นตลาดที่โตได้ยากและดูเหมือนไม่มีช่องว่างให้เข้าไปฉกชิงพื้นที่แล้ว แต่ความจริงกลับปรากฏว่า มีแบรนด์ไก่ทอดอยู่เจ้าหนึ่งที่เติบโตอย่างต่อเนื่องและเป็นกระแสอย่างมากในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมา
เรากำลังพูดถึงแฟรนไชส์ไก่ทอดระดับโลกสัญชาติอเมริกันที่เพิ่งมาเปิดสาขาแรกในไทยเมื่อเดือน ธ.ค. 2025 ที่ผ่านมา นั่นคือ “Wingstop” (วิงสต็อป)
ไก่ของ Wingstop ขึ้นชื่อในเรื่องความสดใหม่ โดยไม่มีการทอดไก่ทิ้งไว้ พนักงานจะทอดไก่ใหม่ตามออเดอร์เท่านั้น นอกจากนี้ยังมีรสชาติโดดเด่นหลากหลายมากกว่า 10 แบบให้เลือก ตั้งแต่ระดับไม่เผ็ดเลยอย่าง “การ์ลิกพาร์เมซาน” (Garlic Parmesan) ระดับเผ็ดเล็กน้อย “เลมอนเปปเปอร์” (Lemon Pepper) ซึ่งเป็นหนึ่งในเมนูยอดนิยม
ส่วนในระดับเผ็ดปานกลางมี “ฮิกโครีสโมกบาร์บีคิว” (Hickory Smoked BBQ) และ “ออริจินัล” (Original) ที่ขายดีอย่างมาก แต่ใครที่ชอบท้าทายความเผ็ดร้อน ก็มีรสชาติ “แมงโกฮาบาเนโร” (Mango Habanero) และ “ปรมาณู” (Atomic) ให้ได้ลอง
Wingstop มีอายุเพียงราว 30 ปีเท่านั้น และเพิ่งขยายสาขาทะลุ 3,000 แห่งทั่วโลกเมื่อเดือน พ.ย. 2025 แต่พวกเขามีความฝันที่ยิ่งใหญ่ นั่นคือก้าวขึ้นไปเป็นแฟรนไชส์อาหารระดับ Top 10 ของโลก!
ทิ้งพิซซามาทำไก่ทอด
Wingstop ก่อตั้งโดย “อันโตนิโอ สวาด” ซึ่งเคยอยู่ในธุรกิจพิซซามาก่อน เขาเป็นผู้ร่วมก่อตั้ง Pizza Patrón ในปี 1986 เป็นร้านพิซซ่าในดัลลัส รัฐเท็กซัส ที่เน้นกลุ่มลูกค้าชาวฮิสแปนิกโดยเฉพาะ
Pizza Patrón โด่งดังในเรื่องแป้งสดใหม่ โปรโมชันสุดปัง ราคาไม่แพง และรสชาติทั้งแบบคลาสสิกและแบบละติน ทำให้เติบโตอย่างรวดเร็วจนมี 4 สาขาภายในเวลา 8 ปี
ด้วยการเติบโตที่ค่อนข้างสวยงาม หากเป็นผู้ประกอบการรรายอื่นคงเริ่มคิดเรื่องการทำแฟรนไชส์เพื่อกอบโกยรายได้ อย่างไรก็ตาม สวาดคิดว่าการทำแฟรนไชส์ยังไม่ใช่ทางเลือกที่ดีที่สุดในเวลานั้น
สวาดเคยเล่าในพอดแคสต์ “Biz Doc” ว่า เขาคิดว่าตอนนั้นมันยังเร็วเกินไป เพราะ Pizza Patrón ขาดความแตกต่างที่แท้จริงในอุตสาหกรรมร้านอาหาร ดังนั้น สวาดจึงนำกำไรไปลงทุนในวิสัยทัศน์ใหม่ของเขา
สวาดมองเห็นช่องว่างในตลาด “ปีกไก่” เนื่องจากแบรนด์ไก่ทอดอื่น ๆ ไม่ได้เน้นจุดขายที่ส่วนนี้ของไก่ รวมถึงช่วงนั้นมีกระแสความนิยม “บัฟฟาโลวิงส์” (Buffalo Wings) หรือปีกไก่ทอดไม่ชุบแป้งที่คลุกกับน้ำซอส
เขาปิ๊งไอเดียพัฒนาปีกไก่ที่เน้นรสชาติและคุณภาพเป็นหลัก ด้วยสูตรเฉพาะ ทอดใหม่ทุกครั้ง คลุกซอสด้วยมือ และเครื่องเคียงที่เป็นเอกลักษณ์ สวาดให้กับ Franchise Times ในภายหลังว่า “มันเป็นไอเดียที่สดใหม่ และมันก็ยังคงเป็นคอนเซ็ปต์ร้านอาหารที่ดีที่สุดเท่าที่เคยมีมา”
นั่นคือจุดเริ่มต้นของ Wingstop ที่เกิดจากคำว่า Wing ที่แปลว่า “ปีก” สื่อถึงปีกไก่ และคำว่า Stop ที่แปลว่า “หยุด” สะท้อนการเป็นจุดหมายปลายทางแห่งรสชาติ
พุ่งทะยานยิ่งกว่าเสือติดปีกธรรมดา เพราะเป็นปีกไก่ทอด
แอนดรูว์ แกมม์ รองประธานบริหารของ Pizza Patrón เล่าว่า สวาดเคยเรียกเขาไปพูดคุยเกี่ยวกับการสร้างแบรนด์สำหรับคอนเซ็ปต์ปีกไก่ใหม่นี้ เมื่อเขามาถึง สวาดกำลังอยู่ในห้องนั่งเล่นของเขาซึ่งล้อมรอบไปด้วยเครื่องทอด และกำลังทดลองรสชาติปีกไก่ด้วยตัวเอง
เมื่อสูตรเข้าที่เข้าทาง สวาดก็เปิด Wingstop สาขาแรกที่เมืองการ์แลนด์ รัฐเท็กซัส โดยโมเดลธุรกิจในช่วงแรกถูกออกแบบมาเพื่อการขายแบบซื้อกลับบ้าน (Takeout) เท่านั้น เพราะใช้พนักงานน้อย ร้านค้าขนาดเล็ก และค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานต่ำกว่า
แม้ว่าแผนเดิมจะเป็นแบบซื้อกลับบ้านเท่านั้น แต่แกมม์ก็โน้มน้าวให้สวาดรวมบริการนั่งทานในร้าน (Dine-in) ด้วย
เมื่อธุรกิจเดิมอย่าง Pizza Patrón ดำเนินไปได้ด้วยดีไม่มีอะไรต้องกังวล สวาดจึงหันมามุ่งเน้นไปที่ Wingstop และเริ่มทำแฟรนไชส์ครั้งแรกในปี 1997 ซึ่งประสบความสำเร็จ สามารถขยายสาขาไปทั่วสหรัฐฯ ได้อย่างรวดเร็ว
กลยุทธ์หนึ่งของ Wingstop สัมพันธ์กับวัฒนธรรมความเป็นอเมริกัน โดยวางตำแหน่งตัวเองเป็นขายปีกไก่สำหรับวันแข่งขันกีฬา คืนดูหนังกับครอบครัว หรืออาหารหลังปาร์ตี้ การวางตำแหน่งทางวัฒนธรรมเช่นนี้ทำให้ Wingstop มีความยืดหยุ่นมากกว่าร้านอาหารฟาสต์แคชชวลอื่น ๆ ที่ต้องพึ่งพาจำนวนลูกค้าในวันธรรมดาเป็นหลัก
การเติบโตอย่างรวดเร็วยิ่งกว่าเสือติดปีก โดยภายในปี 2002 หรือไม่ถึง 10 ปีหลังก่อตั้ง Wingstop ได้เสิร์ฟปีกไก่ทะลุ 1 พันล้านชิ้น และกลายเป็นร้านปีกไก่ยอดนิยมอันดับ 1 ในสหรัฐฯ
การทำแฟรนไชส์ส่งผลให้ Wingstop ขยายความมีตัวตนไปสู่สายตาผู้บริโภคและนักลงทุนได้อย่างรวดเร็ว โดยมีสาขาครบ 100 แห่งในปี 2003 ซึ่งดึงดูดความสนใจจากบริษัทไพรเวตอิควิตี Gemini Investors ให้เข้าซื้อกิจการปีกไก่ทอดนี้ในปีเดียวกัน
หลังเปลี่ยนมือ Wingstop ยังคงเติบโตต่อเนื่อง จนต้องเพิ่มสินค้าใหม่ ๆ ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าที่มีความหลากหลายมากขึ้น เช่น การเพิ่มเมนูอาหารกลางวันในปี 2005 หรือการทำไก่ไม่มีกระดูกที่เริ่มในปี 2009
โดยลูกค้าสามารถเลือกผสมปีกไก่แบบมีกระดูกและไม่มีกระดูกในออเดอร์เดียวได้ ทำให้มีความยืดหยุ่นมากขึ้นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม แม้ว่าปีกไก่แบบมีกระดูกจะยังคงเป็นหัวใจหลักของแบรนด์ แต่ปีกไก่แบบไม่มีกระดูกก็กลายเป็นเมนูหลักอย่างรวดเร็ว
ในปี 2013 เมนูไก่ไม่มีกระดูกคิดเป็นสัดส่วนมากกว่า 1 ใน 3 ของยอดขายทั้งหมดของแบรนด์ และเป็นทางเลือกที่ราคาถูกกว่าและรวดเร็วกว่าโดยไม่ทำให้เสียเอกลักษณ์หลักของ Wingstop ไป
ทั้งนี้ ในปี 2010 เกิดการเปลี่ยนแปลงอีกครั้ง เมื่อ Roark Capital Group บริษัทไพรเวตอิควิตีเจ้าของแบรนด์ร้านอาหารชื่ออย่าง Arby’s, Buffalo Wild Wings และ Dunkin ได้เข้าซื้อ Wingstop โดย Roark ได้ช่วยเร่งการเติบโตของโมเดลแฟรนไชส์และการขยายแบรนด์อย่างรวดเร็ว
ปีเดียวกันนั้น Wingstop ยังก้าวออกจากบ้านเกิดของตัวเอง เปิดสาขาแรกในต่างประเทศที่เม็กซิโก ก่อนจะค่อย ๆ ขยับขยายไปยังยุโรปและเอเชีย
สิ่งที่ทำให้ธุรกิจทะยานถึงขีดสุดคือในปี 2015 Wingstop ได้เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ Nasdaq ด้วยการเสนอขายหุ้น IPO ในราคา 19 ดอลลาร์ต่อหุ้น ส่งผลให้นักลงทุนได้รับผลตอบแทนมากกว่า 600% ในเวลาเพียง 5 ปี และทำกำไรได้เป็น 2 เท่า
ในเดือน มิ.ย. 2021 เมื่อเผชิญกับราคาปีกไก่ที่พุ่งสูงขึ้นและการหยุดชะงักของห่วงโซ่อุปทาน Wingstop จึงเปิดตัว “Thighstop” ซึ่งเป็นแบรนด์แยกต่างหากที่ให้บริการเดลิเวอรีเท่านั้น ขายเฉพาะส่วนสะโพกไก่ โดยเปิดตัวในกว่า 1,400 สาขาทั่วสหรัฐฯ
ซีอีโอในเวลานั้นอย่าง ชาร์ลี มอร์ริสัน ได้กล่าวถึงการเปลี่ยนแปลงนี้ว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลยุทธ์เพื่อรักษาเสถียรภาพต้นทุนและปกป้องกำไรของแฟรนไชส์ โดยบอกว่า สะโพกไก่มีราคาประมาณครึ่งหนึ่งของปีกไก่ เป็นทางเลือกที่คุ้มค่าทางการเงิน
ต่อมา บริษัทได้เปลี่ยนวิธีการจัดหาปีกไก่ จากเดิมที่ซื้อเฉพาะปีกไก่ตามราคาตลาด มาเป็นการเจรจาต่อรองราคาไก่ทั้งตัว โดยจะใช้ส่วนต่าง ๆ ของไก่ที่ต้องการใช้ เช่น ปีก อก เป็นต้น และขายส่วนที่เหลือให้กับบริษัทผลิตซุปหรืออาหารสัตว์ ซึ่งทำให้บริษัทสามารถสร้างความแน่นอนได้ และที่สำคัญที่สุดคือ ลดความผันผวนของต้นทุนอาหารในงบกำไรขาดทุนของแฟรนไชส์
จนถึงทุกวันนี้ Wingstop ยังคงอยู่ภายใต้การบริหารของ Roark Capital Group ณ ปี 2021 Wingstop มีกำไรสุทธิปีละประมาณ 42 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.3 พันล้านบาท) สินทรัพย์รวมของบริษัทอยู่ที่ประมาณ 250 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 7.7 พันล้านบาท)
ปีกไก่ในโลกเทคโนโลยี
นอกจากโมเดลแฟรนไชส์และรสชาติไก่อันเป็นเอกลักษณ์แล้ว ปัจจัยสำคัญในการเติบโตอย่างรวดเร็วของ Wingstop ยังมาจากการก้าวตามทันความเปลี่ยนแปลงด้านเทคโนโลยี หรือในบางกรณี อาจเรียกได้ว่าเป็นผู้มาก่อนกาลด้วยซ้ำ
ก่อนจะมาถึงยุค TikTok แบรนด์ Wingstop เป็นที่พูดถึงอย่างมากจากเพลง “MC Hammer” ของแรปเปอร์ชื่อดัง ริก รอสส์ ในปี 2010
รอสส์ไม่ได้เป็นแค่ศิลปิน แต่ยังชื่นชอบไก่ของ Wingstop อย่างมาก โดยเฉพาะรสชาติเลมอนเปปเปอร์ ที่ทำให้เขาตัดสินใจลงทุนทำแฟรนไชส์ผันตัวมาเป็นผู้ประกอบการ ขยายกิจการไปเกือบ 30 สาขาทั่วสหรัฐฯ ทำรายได้ถึงปีละ 200,000 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 6.2 ล้านบาท) จากบางสาขา
รอสส์ยังได้กล่าวถึงปีกไก่รสชาติเลมอนเปปเปอร์ในเพลง “Trap Boomin” ของ กุชชี เมน ในปี 2012 อีกด้วย และหลังจากนั้นเขายังพูดถึง Wingstop ในโซเชียลมีเดียเป็นประจำ
นอกจากนี้ เมื่อเกิดการระบาดของโควิด-19 ซึ่งบังคับให้ร้านอาหารทั่วโลกต้องปรับตัว ก็ปรากฏว่า Wingstop มีระบบการสั่งซื้อและจัดส่งทางดิจิทัลที่ยอดเยี่ยมอยู่แล้ว
ทั้งนี้เนื่องจากตั้งแต่ปี 2012 อดีตซีอีโอ ชาร์ลี มอร์ริสัน ให้ความสำคัญกับการทำให้ประสบการณ์การสั่งซื้อนั้นง่ายและปลอดภัยยิ่งขึ้น โดยการรวมระบบ POS และสร้างแพลตฟอร์มออนไลน์ระดับองค์กร ทำให้แฟรนไชส์สามารถผลักดันการสั่งซื้อทางดิจิทัลผ่านทุกช่องทางได้อย่างง่ายดาย และเป็นการปูทางไปสู่เป้าหมายที่ใหญ่กว่า นั่นคือการเปลี่ยนธุรกรรมทั้งหมดให้เป็นดิจิทัล
ก่อนปี 2020 คำสั่งซื้อออนไลน์คิดเป็นประมาณ 40% ของยอดขายของ Wingstop อยู่แล้ว การลงทุนในช่วงแรกนั้นได้ผลตอบแทนมหาศาล ในขณะที่ร้านอาหารหลายแห่งกำลังดิ้นรนปรับตัว Wingstop กลับพร้อมสำหรับประสบการณ์การสั่งซื้อแบบนำกลับบ้านอย่างเต็มรูปแบบ
ยอดขายออนไลน์เติบโตจาก 47% ในช่วงปลายไตรมาส 1/2020 เป็น 65% ในช่วงต้นไตรมาส 2/2020 ก่อนที่จะทรงตัวและปิดที่ 62.5% บริษัทได้สร้างประสบการณ์การจัดส่งและการสั่งซื้อล่วงหน้าที่ราบรื่นผ่านเว็บไซต์และแอปฯ มือถือ และได้สร้างพันธมิตรด้านการจัดส่งกับ DoorDash
ด้วยเหตุนี้ ในขณะที่บริษัทอื่น ๆ กำลังปิดกิจการ Wingstop กลับเปิดสาขาใหม่ ยอดขายสาขาเดิมเติบโตขึ้น 21% และกำไรพุ่งสูงขึ้น แสดงให้เห็นถึงโมเมนตัมที่ต่อเนื่องไปสู่เป้าหมายดิจิทัล 100%
นวัตกรรมที่แท้จริงของ Wingstop ไม่ได้อยู่ที่ปีกไก่เพียงอย่างเดียว แต่ยังอยู่ที่กลยุทธ์ดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงวิธีการบริโภคอาหารจานด่วนของชาวอเมริกัน ด้วยการบุกเบิกการสั่งอาหารออนไลน์ การใช้การตลาดผ่านโซเชียลมีเดีย และการสร้างประสบการณ์การจัดส่งที่ราบรื่น Wingstop ได้เปลี่ยนแนวคิดร้านขายปีกไก่ธรรมดา ๆ ให้กลายเป็นปรากฏการณ์การรับประทานอาหารที่ทันสมัยด้วยเทคโนโลยี
บริษัทเข้าใจตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า ผู้บริโภคยุคใหม่ไม่ได้ต้องการแค่เพียงอาหารอร่อย ๆ เท่านั้น แต่ยังต้องการความสะดวกสบาย ความรวดเร็ว และประสบการณ์ดิจิทัลที่น่าดึงดูด ความสามารถในการผสมผสานอาหารแบบดั้งเดิมที่ให้ความรู้สึกอบอุ่นใจเข้ากับเทคโนโลยีล้ำสมัย ทำให้พวกเขาเป็นมากกว่าแค่ร้านอาหาร แต่เป็นต้นแบบสำหรับแบรนด์อาหารในการประสบความสำเร็จในตลาดดิจิทัล
และเมื่อโลกเข้าสู่ยุคคอนเทนต์ Wingstop ก็ไม่ได้ตกขบวน เพราะต้องยอมรับว่า หากเป็นเมื่อ 5 ปีก่อน มีไม่กี่คนที่จะรู้ไก่ทอดเจ้านี้
แต่ความแพร่หลายของแบรนด์และการปรากฏตัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าบนโซเชียลมีเดียได้ช่วยกระตุ้นการดึงดูดลูกค้าและแฮชแท็กอย่างมาก Wingstop ถูกแท็กในวิดีโอ TikTok มากกว่า 150,000 คลิป ซึ่งมียอดวิวรวมหลายล้านครั้ง ทำให้ผู้บริโภค โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ รู้จักไก่ทอดจากสหรัฐฯ รายนี้มากเป็นวงกว้าง
เป้าหมายคือการเป็น Top 10 ของโลก
วันที่ 26 พ.ย. 2025 Wingstop ประกาศเปิดร้านอาหารสาขาครบ 3,000 แห่งทั่วโลก ซึ่งเป็นก้าวสำคัญของแบรนด์ที่กำลังเร่งพัฒนาไปสู่เป้าหมายการเป็นแบรนด์ร้านอาหารระดับโลกติดอันดับ Top 10 ซึ่งจะต้องมีร้านอาหารมากกว่า 10,000 แห่งทั่วโลก
Wingstop บรรลุเป้าหมายนี้ด้วยอัตราที่รวดเร็วเป็นประวัติการณ์ โดยเปิดร้านอาหารใหม่เกือบ 800 แห่ง และขยายฐานธุรกิจไปทั่วโลกถึง 50% ในเวลาเพียง 2 ปี
ในช่วงเวลานี้ Wingstop เข้าสู่ตลาดใหม่ 6 แห่ง ได้แก่ ออสเตรเลีย บาห์เรน คูเวต เปอร์โตริโก ซาอุดีอาระเบีย เนเธอร์แลนด์ ไอร์แลนด์ ไทย ทำให้ ณ เดือน ธ.ค. 2025 Wingstop ดำเนินธุรกิจใน 47 รัฐของสหรัฐฯ และ 17 ประเทศ และคาดว่าจะเปิดสาขาในต่างประเทศอีก เพื่อรองรับเป้าหมายการเติบโตระยะยาวที่ท้าทาย
ไมเคิล สกิปเวิร์ธ ประธานและซีอีโอคนปัจจุบันของ Wingstop กล่าวว่า “ด้วยยอดจองร้านอาหารที่สูงเป็นประวัติการณ์ Wingstop ยังคงเดินหน้าต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง”
เขาเสริมว่า “เราขยายธุรกิจจาก 2,000 เป็น 3,000 ร้านอาหารในเวลาเพียง 2 ปีเศษ โดยมีศักยภาพในการเติบโตทั้งในประเทศและต่างประเทศ ความสำเร็จครั้งนี้แสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งของแบรนด์เรา โอกาสทางการตลาดในอนาคต และความต้องการรสชาติที่โดดเด่นของ Wingstop ทั่วโลก”
ปัจจุบัน 98% ของจำนวนร้านอาหารทั้งหมดของ Wingstop เป็นแฟรนไชส์ มีร้านที่บริษัทเป็นเจ้าของโดยตรงราว 60 แห่ง
สกิปเวิร์ธระบุว่า ในปีงบประมาณ 2024 มียอดขายทั่วทั้งระบบประมาณ 5 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 1.55 ล้านล้านบาท) มีการเติบโตของยอดขายสาขาเดิม (Same Store Sales Growth) ติดต่อกันเป็นปีที่ 21 โดยยอดขายเฉลี่ยต่อปีของแต่ละสาขาอยู่ที่มากกว่า 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 62 ล้านบาท) และขณะนี้บริษัทตั้งเป้าที่จะเพิ่มยอดขายเป็น 3 ล้านดอลลาร์ (ราว 93 ล้านบาท)
Wingstop เติบโตมาเกือบ 30 ปีแล้ว และดูเหมือนว่าจะไม่มีทีท่าว่าจะหยุดลง ท่ามกลางอุตสาหกรรมอาหารที่การแข่งขันสูงไม่น้อย แต่ Wingstop ทำในสิ่งที่แตกต่างออกไป และพิสูจน์แล้วว่า พวกเขาสามารถประสบความสำเร็จได้
เรียบเรียงจาก (1) (2) (3) (4) (5) (6)
BTC
ETH
DOGE
ADA
BNB
KUB